ขนมชั้นของใคร-สารพัดเรื่องกว่าจะเป็นละคร(ที่ดี)
นักการละคร คนทำละครคือผู้เล่าที่ไม่ค่อยได้เล่าถึงตัวเอง ส่วนใหญ่จะเล่าเรื่องของผู้อื่น
หรือไม่ก็เล่าเพื่อใครบางคนอยู่เสมอ ละครจึงกลายเป็นพื้นที่ที่เปิดให้เสียงของ “คนอื่น” เหล่านั้นได้แสดงให้เห็นในสายตาของสังคม แน่นอนว่าอารมณ์และทัศนคติซึ่งแสดงถึงตัวตนของผู้เล่าย่อมแทรกซึมตามรอยต่อของเรื่องราว
เพียงแต่ได้รับการกลั่นกรอง คัดสรร เรียบเรียงและจัดวางเพื่อสื่อสารแก่นสำคัญไปสู่ผู้ชมให้เกิดความคิดตลอดจนความรู้สึกร่วมไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนเวที
ความท้าทายของการเป็นนักการละครจึงอยู่ที่การสื่อสารสาระนั้นให้ถึงผู้ชมอย่างมีชั้นเชิงโดยไม่จำเป็นต้องกล่าวออกมาโต้ง
ๆ แต่แสดงให้เห็น และไม่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่านั่นเป็นเพียงการเล่าเรื่องส่วนตัวของศิลปินเฉย
ๆ ซึ่งไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นละครเวทีสร้างขึ้นเพื่อคนทำละครเองโดยมีโจทย์ที่นักการละครต่างอยากจะตีให้แตกนั่นคือการนำเสนอ
“ละครที่ดี” เป็นแกนสำคัญ
ละครเวทีเรื่องขนมชั้นของใคร ดัดแปลงจากบทละคร “เฉาก๊วยถ้วยสุดท้าย” ของ อิ๋ว ปานรัตน์ กริชชาญชัย เล่าถึงคณะละครกลุ่มหนึ่งที่กำลังถกเถียงถึงบทละครเรื่องใหม่ ภายใต้ชื่อเดียวกันกับชื่อการแสดงคือ “ขนมชั้นของใคร” ซึ่งพวกเขาตั้งใจจะนำไปแสดงในเทศกาลละครกรุงเทพ หากให้เจาะจงลงไปอีก คณะละครที่ว่าก็คือคณะละคร “โยกย้ายส่ายสะโพก” นั่นเอง สังเกตได้จากชื่อของตัวละครทั้งหมดล้วนเป็นชื่อจริงของสมาชิกในคณะ และพวกเขาเองนี่แหละที่แสดงเป็นตัวเองอยู่บนเวที บทละครถ่ายถอดความปั่นป่วนของตัวละครทั้ง 8 คนซึ่งเต็มไปด้วยอีโก้และอุดมการณ์ทางศิลปะตนยึดมั่นว่า “ขนมชั้นของใคร” เวอร์ชั้นที่ดีที่สุดต้องมาจากฉัน ของ ‘ฉัน’และฉันสิที่ดีที่สุด นี่คือความขัดแย้ง(Conflict) หลักของเรื่อง ประสานไปพร้อมกับการล้อเลียนแนวทางละครหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นละครที่ตั้งใจสร้างระยะห่างจากคนดูแบบ Alienation Effect กระทั่งองค์ประกอบสำคัญของละครที่ต้องมีต้น กลาง จบ ไปจนการใช้จังหวะต่อเนื่องแบบโผงผาง และการสร้างความเงียบที่ดูจะขัดแย้งกันเหลือเกิน ความน่าสนใจคือตัวละครไม่ได้เพียงบอกกล่าวสิ่งเหล่านี้มาตามตรงแต่กลับแสดงออกมาให้เห็นบนเวทีอย่างโจ่งแจ้ง จนผู้ชมสัมผัสได้ว่าทุกคนต่างก็พูดถูกในแบบของตัวเอง ละครเรื่องนี้จึงเป็นเหมือนการผสมผสานละครหลายประเภทเข้าด้วยกัน ทั้งละครเพลง ละครตลก ละครแนวEpic Theatre และอีกหลาย Genre ย่อยที่ร้อยเรียงเข้าไปกับเรื่องได้อย่างกลมกลืน และการใช้ความต้องการหลักเป็นการทำละครสำหรับเทศกาลละครกรุงเทพทำให้เมื่อพิจารณาว่าพวกเขากำลังแสดง “ขนมชั้นของใคร” ในเทศกาลละครกรุงเทพอยู่จริง ๆ ที่หอศิลป์กรุงเทพ (BACC) ชั้น 4ห้องสตูดิโอ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ก็ได้กระซิบบอกคนดูให้รู้ว่า ละครเรื่องนี้เป็นละครซ้อนละครไปอยู่ ‘ชั้น’ หนึ่ง
เนื้อหาและองค์ประกอบฉากพร็อพยังได้หยิบผลงานเก่า
ๆ ของ คณะออกมาใช้งานอีกครั้ง ลากตั้งแต่ “สนธยาและหลังจากนั้น”
ที่ดัดแปลงจากนวนิยายของ Moonscape ไปจนถึง “มหัศจรรย์เจ้าหอยผจญภัย”
ที่เคยแสดงในเทศกาลละครกรุงเทพปีก่อนหน้า และ “ชัย/ภัทร” ละครแนว Absurd ที่เคย Re-stageไปแล้ว เรียกได้ว่าผู้ชมที่ติดตามคณะละครมาตลอดจะเต็มอิ่มไปกับอารมณ์ที่อัดแน่นด้วยมุกวงใน
หรือ Inside joke พร้อมเสิร์ฟกันอย่างออกรส แม้จะฟังดูเป็นจุดแข็ง แต่กลับมีข้อสังเกตถึงการใช้มุกตลกแนวนี้
ซึ่งมีผลโดยตรงต่อกลุ่มผู้ชมที่ได้รู้จักคณะละครหรือยังคุ้นชินกับละครเวทีได้ไม่นาน
อีกทั้งบางฉากยังขาดจังหวะการบิ้วท์ที่ทำให้เสียงหัวเราะไม่พุ่งเท่าที่ควร ถึงอย่างนั้นความสนุกของเรื่องไม่ได้ก็ลดลง
เพราะเคมีของนักแสดงที่กลมกลืนและเป็นธรรมชาติ ดูออกได้ยากว่ามีการด้นสดหรือไม่
เพราะทุกอย่างผสานกันได้อย่างลื่นไหลเป็นตัวชูโรงให้ละครมีมิติและเพลิดเพลินตลอดเรื่อง
เป็นธรรมชาติตามบรรยากาศของคณะละครโยกย้ายที่มอบให้กับแฟนคลับ
ความยากของการเป็นนักแสดงละครเวทีคือการรักษาไว้ซึ่งความคงที่ของพลังงานการแสดง
สมาธิตลอดจนจบเรื่อง การสื่อความหมายด้วยถ้อยและร่างกายให้คมชัด ถึงแม้ว่าฟังดูยากเย็นแค่ไหนแต่นี้คือสิ่งสำคัญที่นักแสดงต้องเตรียมพร้อมมาอย่างดีก่อนการแสดง
แน่นอนว่าเป็นเรื่องยากที่จะแสดงได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะกับละครความยาวไม่เกินหนึ่งชั่วโมงต้องสื่อสารได้ครบถ้วนยิ่งละครสั้นเท่าไร
ความละเอียดอ่อนในการสื่อสารยิ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากมีจุดใดสื่อสารไม่ชัดเจน
คนดูก็จะจับสังเกตได้ทันที ในบางช่วงของการแสดง
นักแสดงบางคนอาจยังไม่สามารถออกเสียงได้ชัดเจนเท่าที่ควร ทำให้ถ้อยคำหล่นหายไปบ้าง
อาจเพราะยังไม่ผ่อนคลายหรือปล่อยตัวไปกับเวทีได้เต็มที่นัก
ขณะเดียวกันก็มีบางจังหวะที่นักแสดงรู้หรือ React ก่อนเล็กน้อย
แต่ก็ไม่ได้ทำให้การแสดงสะดุด
เพราะโดยรวมพวกเขายังคงสื่อสารสารสำคัญของเรื่องได้ครบถ้วน
ทั้งยังใช้ภาษากายช่วยเสริมให้การแสดงมีพลังและเข้าใจได้อย่างดี ฉากช่วงละครเพลงทำออกมาได้น่าตื่นตาตื่นใจโดยเฉพาะการแสดงของตัวละคร “หนุ่ย” ที่ในชั่วขณะหนึ่งทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ท่ามกลางคอนเสิร์ตโอเปร่ากลางเวที
แม้เสียงดนตรีจะดังเกินไปจนแทบกลบเสียงร้องของนักแสดง แต่เขายังคงถ่ายทอดพลังและอารมณ์ออกมาได้อย่างเต็มที่จนผู้ชมสัมผัสได้ การแสดงของ “บรู๊คลิน” เองก็ดูลื่นไหลเป็นธรรมชาติดูผ่อนคลายไปกับการอยู่บนเวที และตัวละครแสนตราตรึงอย่างคนบ้า(ยอร์ช)ก็กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของเรื่อง
ด้วยพลังทางร่างกายและการสื่อสารที่แข็งแรง เขาทั้งวิ่ง กลิ้ง นอนอยู่บนเวที
แต่ยังคงถ่ายทอดอารมณ์และถ้อยคำได้อย่างชัดเจนทุกประโยค
โปรเจกต์เสียงได้ดีจนไม่หล่นหายแม้แต่น้อย
และยังสร้างสีสันด้วยการปรากฏตัวในฐานะตัวละครสมทบที่มาพร้อมมุกโปรโมทละครอีกเรื่องของตัวเองได้อย่างน่าจดจำ
ฉาก “ยอร์ช” โปรโมทละครของตัวเองเรื่อง Dream land ที่กำลังจะเล่นในเทศกาลละครกรุงเทพในสัปดาห์ต่อไป
แม้จะเรียกเสียงหัวเราะได้ดี แต่กลับแฝงความจริงน่าเศร้าของการมีอาชีพเป็นนักการละครที่ต้องดิ้นรนอยู่ในโลกศิลปะซึ่งไม่มั่นคงเอาเสียเลย
ทำให้ฉากนี้ สะท้อนว่านักการละครจำเป็นต้องเกื้อหนุนจุนเจือกันเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
และทุกคนในวงการมีเป้าหมายในการเรียกหาคนดู ความกลมเกลียวจึงเป็นสิ่งสำคัญกว่าการแข่งขันกันในวงการ
เพราะหากไม่ทำเช่นนั้นความอดยากคงถามหา จากปกติที่ก็ไม่มีอันจะกินอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่สมควรถูกมองว่าเป็นข้อบกพร่องของอาชีพ
แต่เป็นภาพสะท้อนของระบบที่ยังไม่ให้คุณค่ากับศิลปะในฐานะสิทธิ์ในการแสดงออกของภาพสะท้อนสังคม
เพราะความลึกซึ้งของศิลปะการละครคือวัฒนธรรมการสะท้อนความเป็นอยู่ของสังคมมากกว่าการเป็นผลิตภัณฑ์ทางธุรกิจ
จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากที่ภาครัฐต้องสนับสนุนเพิ่มอีกแรง เพราะตราบที่สถานบันการศึกษาต่างผลิตผู้ทำคนละครออกมาจำนวนมากโดยไม่มีคนดูละครรองรับ
การส่งเสริมสร้างวัฒนธรรมการดูละครจึงเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้น ๆ ที่ควรจะเกิดขึ้นได้ทั่วประเทศไม่ใช่เฉพาะในเมืองหลวง
และอย่างที่บทละคร “ขนมชั้นของใคร” ได้แทรกการเสียดสีเรื่องนี้ไว้โดยการพูดถึง
นักเรียนศิลปะการละครที่แทบไม่มีโอกาสได้ดูละครนอกมหาวิทยาลัยจึงเป็นการลดทอนโอกาสการมองเห็นรูปแบบต่าง
ๆ ในเส้นทางอาชีพที่นอกเหนือจากละครในโรงใหญ่อย่างรัชดาลัย ว่ายังคงมีวัฒนธรรมละครโรงเล็ก
ที่สามารถสื่อประเด็นใหญ่ในวงแคบได้อย่างไม่ต้องเกรงใจ
“ขนมชั้นของใคร”
จึงไม่ใช่เพียงละครที่เล่าเรื่องของคณะละครหนึ่งเท่านั้นแต่ยังสะท้อน ความประณีตของนักการละครที่ใส่ใจของคนดูของตนสอดแทรกความขบขันเชิงเสียดสีในวงการละครเวที
ดำเนินเรื่องอย่างเพลิดเพลินเหมาะกับการปล่อยใจดูความเป็นไปที่ไม่คาดว่าจะเกิดขึ้นก็เกิดได้
พวกเขาใช้พื้นที่การแสดงอย่างคุ้มค่า และแสดงให้เห็นว่าคณะละครรู้จักคนดูของพวกเขาเป็นอย่างดี
จึงเลือกคัดสรรเนื้อหาที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของสมาชิกในคณะออกมาได้อย่างลงตัว และยังคงคุณภาพงานละครที่ดีมีโพเทนเชียลอย่างที่มีมาโดยตลอดและขอให้ดีขึ้นไปอีกเรื่อย
ๆ ตลอดไป
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น