ไม่มีมาตรวัดใดในความทรงจำ: ‘เล่าจ๋า’ การเล่าเรื่องครั้งสุดท้ายในวงสุราหลังความตาย

 

คุณค่าของเรื่องเล่าใช้มาตรวัดแบบใดกันนะ? บางเรื่องเล่ามีพลังเร้นลับบางอย่างให้ผู้ฟังจดจ่อได้ตลอดจนจบ บางเรื่องเล่ามีเสน่ห์ดึงสายตาของผู้ชมให้จับจ้องอยู่บนเวทีได้ตลอดงาน ยิ่งเรื่องนั้นมหัศจรรย์มากพอ มันจะทลายกำแพงของห้วงเวลา ถูกเล่าขานผ่านเสียงนับพันนับหมื่นต่อไปไม่รู้จบ ทว่าในมุมกลับกัน บางเรื่องเล่ากลับถูกจำกัดให้จบลงภายในห้วงเวลาอันสั้น ในวงแคบ ๆ กับจำนวนผู้ฟังที่นับได้พอดีนิ้วมือหนึ่งข้าง บางครั้งเป็นการเล่าประสบการณ์ หลายครั้งเป็นการเล่าเพื่อบรรเทาทุกข์ ใจแอบหวังให้เพื่อนมนุษย์ข้างกายสักคนเข้าใจและช่วยแบ่งปันก้อนมวลสีเทาอันหนักอึ้งในใจให้เบาบางลง เรื่องเล่าประเภทนี้มักมาพร้อมกลิ่นโชยของสุรา กระนั้นแล้วช่วงเวลานั้นกลับเป็นความสุขสุดขีดแบบแปลก ๆ และยากจะอธิบาย ในห้วงสั้น ๆ นั้น ผู้เล่ามักเล่ามันออกมาเหมือนว่านี่กำลังจะเป็นการเล่าเรื่องครั้งสุดท้ายในชีวิต จากเรื่องเล่าในวงเหล้าของคนธรรมดาสามัญ เมื่อขยับขยายมาสู่พื้นโรงละคร การคัดสรรเนื้อหาจึงกลายเป็นทั้งความสนุกและความท้าทายของการเป็นนักเล่าเรื่อง และเป็นกระบวนการสำคัญในการก้าวบันไดสู่ศิลปิน โจทย์ใหญ่คงเป็นเนื้อหาใดที่จะสามารถยึดโยงกับผู้ชมและในขณะเดียวกันเป็นการแสดงความคิดเห็นผ่านประสบการณ์ของตัวเอง รวมถึงไม่เป็นการเปิดแผลของจิตใจของตนเองจนลึกและเหวอะหวะจนเกินไป

ประสบการณ์ของละครเวทีคือการร่วมจดจำเรื่องเล่านั้นไปด้วยกัน พร้อมกับผู้ชมท่านอื่น และพร้อมกับศิลปินที่กำลังยืนอยู่บนเวที นี่คือช่วงเวลาอัศจรรย์ที่เชื่อมโยงกันผ่านสถานที่และช่วงเวลา ผู้ชมกลายเป็นผู้ฟังที่ดีเคารพช่วงเวลาของผู้เล่า ซึ่งผู้เล่าก็ขัดเกลาเนื้อหามาอย่างดีเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อผู้ฟัง ผู้ชมสามารถรับรู้ถึงแก่นและสัมผัสกลิ่นอายเหล่านี้ได้จากการเรียบเรียงเรื่องเล่ามาอย่างประณีต เฉกเช่นการเล่าเรื่องในผลงานละครเวทีของ ฟารีดา จิราพันธุ์ ในเรื่อง เล่าจ๋า ที่จัดแสดงขึ้นเมื่อวันที่ 12-15 มิถุนายน 2569 ณ ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์ ห้อง Not So Small เป็นการแสดงที่จะพาผู้ชมไปสำรวจเรื่องเล่าสุดท้ายของดวงวิญญาณลุงขี้เมา ซึ่งเสียชีวิตมานานกว่า 20 ปี ทว่าจากเนื้อหาของเรื่องเล่านั้น กลับทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าลุงขี้เมาคนนี้อาจจะต้องใช้เวลานานกว่านั้นถึงจะได้ชำระล้างจิตวิญญาณของตนได้อย่างแท้จริง หรือบางทีต่อเล่าอีกหมื่นรอบ เขาก็คงจะไม่มีวันรู้สึกถึงความบริสุทธิ์ได้อีกต่อไปแล้ว

พร้อมกันนี้หากขาดการเลือกสถานที่การแสดงที่ส่งเสริมบรรยากาศไป หัวใจของผู้ชมคงไม่ได้รับแรงสั่นสะเทือนได้มากเท่านี้ เพราะ Art space เปิดใหม่อย่าง ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์ ได้เสิร์ฟบรรยากาศเก่าขรึมขลังแต่มีความสงบและระรื่นตาในการสอดส่องอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งลมเย็นอ่อน ๆ ยามหัวค่ำยิ่งเย้ายวนให้ชวนสำรวจพื้นที่โรงไม้เก่าแห่งนี้มากขึ้นไปอีก เมื่อได้ลงทะเบียนในห้องเล็ก ๆ ใกล้ที่จอดรถเรียบร้อย กลุ่มคนดูจะพบกับเก้าอี้ที่เรียงรายต้อนรับ ข้าง ๆ กันนั้นจะมีร้านเล็กขายเครื่องดื่มและขนมให้ได้รับประทานระหว่างรอเข้าชมละคร ที่พิเศษและหาไม่ค่อยได้นักจากประสบการณ์เข้าชมละครเวทีคือการอนุญาตให้นำเครื่องดื่มและขนมเข้าไปรับประทานได้ระหว่างชมการแสดง ส่งเสริมภาพวงกินดื่มตามแก่นของเรื่องได้เป็นอย่างดี แม้ว่ารอบการแสดงในวันที่ 13 มิถุนายน จะเลื่อนเวลาเริ่มทำการแสดงออกไปประมาณครึ่งชั่วโมงจากเดิม 19.00 น. ตามที่ประกาศเอาไว้ คนดูได้จึงเริ่มทยอยเข้าสู่โรงละครในเวลา 19.30 น. อย่างไรก็ตามถือเป็นโชคดีสำหรับคนที่มาชมละครในเวลาฉิวเฉียดที่ได้รับโอกาสให้พักหายใจและถ่ายรูปซึมซับทัศนียภาพโรงไม้เก่าแห่งนี้ไปพลาง ๆ


ระหว่างผู้ชมเดินเข้าหาที่นั่ง จะมีแก๊งคนเมาหัวราน้ำชักดิ้นรำวงร้องเพลงอย่างโวกแวกอยู่บนเวที คอยเรียกเสียงหัวเราะตั้งแต่วินาทีแรกที่เข้าเหยียบพื้นที่การแสดง ซึ่งเพื่อน ๆ ในวงเหล้านี้ประกอบไปด้วยเหล่านักแสดงร่วมสร้างเรื่องเล่าอย่าง ศุภสวัสดิ์ บุรณเวช, ปานรัตน กริชชาญชัย, ศรุต โกมลิทธิพงศ์ และ 
กวิน พิชิตกุล ที่สร้างสีสันให้คนดูก่อนที่ ฟารีดา จิราพันธุ์ จะปรากฏตัว ในชุดคลุมฮิญาบขาว เธอออกมาร้องเพลง ร่วมสังสรรค์กับเพื่อน ๆ และมอบความบันเทิงจนกว่าคนดูจะเข้าที่กันหมด แล้วค่อยแปะหนวดปลอม แปลงกายเป็นคุณลุง นอนทอดกายลงบนกล่องราวกับภาพสะท้อนของคนขี้เมาตามท้องถนนที่หาที่พักผ่อนบนม้านั่งสาธารณะ แล้วเสียงก้องของผู้ไม่มีกายปรากฏก็ร้องเรียกขึ้น เมื่อเนื้อหาของละครดำเนินต่อ ผู้ชมจึงเข้าใจว่าเรากำลังเฝ้าดูการเล่าเรื่องครั้งสุดท้ายของวิญญาณตนหนึ่งอยู่ สถานที่แห่งนี้เป็นเหมือนพื้นที่แห่งการพิพากษาในชีวิตหลังความตาย เรื่องเล่าสุดท้ายก่อนจะกำเนิดชีวิตใหม่ แม้โครงเรื่องอาจจะฟังดูไม่แปลกใหม่นักกับการปลดปล่อยจิตวิญญาณครั้งสุดท้ายหรือการคลายปมด้วยการเล่าอดีต ทว่าจุดน่าสนใจคือจังหวะการเล่าที่สนุกและชวนหัวเราะไปตลอดกับการตัดเข้าเนื้อหาที่ซาบซึ้งได้อย่างลงตัว ทั้งการใช้จังหวะของดนตรีผสานกับการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นมุกตลกหลายตลบให้ชวนสังเกต หรือทิ้งช่วงระหว่างเปลี่ยนฉากเพื่อให้ผู้ชมไตร่ตรองเนื้อหาและสำรวจอารมณ์ของตน

อย่างในฉากที่คุณลุงขี้เมาเท้าความถึงการลิ้มรสสุราครั้งแรกของเขาจากการที่กลุ่มคนต่างชาติได้เชิญชวนให้เขาชิมจนในที่สุดก็กลายเป็นพิษร้ายที่สลัดไม่ออก เขากลายเป็นส่วนหนึ่งของอบายมุกขัดกับความเชื่อและศาสนาที่นับถือ ทั้งติดเหล้าและเล่นพนัน ตามต้นแบบของลุงขี้เมาที่พบได้ทั่วไปจากสังคม ทว่าลุงขี้เมาคนนี้กลับเป็นนักเล่าเรื่องช่างจินตนาการ เขาหยิบขวดเหล้าแสนรักชิ้นเล็กหลากหลายประเภทออกมาวางเรียงรายบนโต๊ะ การเลือกใช้พร็อพขวดเหล้า เป็นขวดของเล่นชิ้นเล็ก ไม่ได้แค่สร้างภาพน่าชวนหัวเมื่อหยิบของเล่นพวกนั้นออกมาได้อย่างเดียว แต่กลับสร้างมิติของการเป็นผู้กุมอำนาจของผู้เล่าเรื่องได้ด้วย ตัวลุงขี้เมาขนาดใหญ่เป็นผู้คุมเรื่อง ในขณะที่ขวดเล็ก ๆ เหล่านั้นคือผู้แสดง แถมนิทานละครหุ่นขวดเหล้าที่ไม่น่าเข้ากันได้ในตอนแรก แต่เมื่อดำเนินไปถึงตอนท้าย นิทานเรื่องนั้นกลับย้อนรอยเข้าทิ่มแทงตัวผู้เล่าเสียเอง แล้วเรื่องเล่าที่มีขวดสุราเป็นนักแสดงก็เริ่มต้น เป็นเรื่องราว ของหมาป่าสองตัวที่ต่อสู้กัน ตัวหนึ่งเป็นหมาป่าที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ ส่วนอีกตัวเป็นหมาป่าที่เด็ดขาดดุดัน ผลของการต่อสู้ไม่ได้รับการเฉลย แม้ว่าฉากนี้จะเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชม แต่ทว่าหัวใจสำคัญเรื่องเล่าของหมาป่าทั้งสองตัวมีความลึกซึ้งและทิ้งนัยยะไว้มากกว่านั้น

เมื่อคนดูได้ทำความรู้จักกับดวงวิญญาณมาพักหนึ่งแล้ว ถึงได้ทราบเหตุแห่งการเสียชีวิตอันน่าสลดใจ แท้จริงแล้วเขาคือคนทำมันเอง เขาปลิดชีพตนเองด้วยความรู้สึกผิดบาปอันหนักอึ้งต่อเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เขาเป็นขี้เมา ขี้พนัน เขาถูกขับไล่ออกจากบ้าน…หรือไม่ใช่เขาบอกว่าเขาหนีออกมาเองต่างหาก หนีออกมาจากเด็กผู้หญิงที่เขาทำให้เธอต้องพบเจอแต่ความผิดหวัง เขาพยายามเข้าใกล้เธออีกครั้งในวันที่เด็กผู้หญิงคนนั้นเติบโตจนได้รับใบปริญญา แต่เด็กคนนั้นกลับเลือกที่จะถอยห่าง คืนนั้นเป็นคืนเดียวในชีวิตที่เขาไม่แตะเหล้าเลยสักหยดเดียว ลุงขี้เมาพูดออกมาเช่นนั้น เรื่องเล่าในส่วนนี้ไม่มีฉากประกอบที่ชัดเจน หากแต่เป็นการพูดออกจากปากของนักแสดงโดยตรง แต่มันกลับสามารถสื่อสารและส่งทอดอารมณ์ของตัวละครได้เป็นอย่างดี มากไปกว่านั้นคือถ้อยคำเหล่านี้ได้สร้างภาพเหตุการณ์ชัดภายในแววตาของผู้ชม

แล้วหมาป่าทั้งสองตัวก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีคำอธิบายและไม่ต้องบอกผู้ชมว่า ชายสองคนที่ปรากฏตัวบนเวทีนั้นมาจากเรื่องเล่าหมาป่าของลุงขี้เมา ตัวหนึ่งมาด้วยความเห็นอกเห็นใจ ต้องการให้อภัยและปรารถนาให้ลุงขี้เมามีชีวิตและก้าวเดินต่อไป ส่วนอีกตัวกลับเห็นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง มันมอบอาวุธให้กับมือ จ่อเล็งเพื่อสังหารปลิดชีพ ทั้งสองตัวเข้าปะทะกันด้วยการสร้างภาพผ่านการเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ได้เป็นภาพการต่อสู้ที่ดุดันบ้าคลั่งตามขนบ หากแต่ทรงพลังและงดงามเพียงพอในการสะกดสายตาคนดู ก่อนที่ชัยชนะในศึกครั้งนี้จะตกเป็นของหมาป่าผู้ไร้ความปราณี

เรื่องเล่าสุดท้ายของลุงขี้เมา เขาเน้นย้ำถึงความรู้สึกผิดต่อเด็กผู้หญิงคนนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงก้องของผู้ไม่มีกายปรากฏรับฟังจนกระทั่งคำพิพากษาสั่งลงความเห็นให้วิญญาณตนนี้ได้ขึ้นสวรรค์เพื่อไปสู่สุคติ ทว่าลุงขี้เมากลับปฏิเสธโอกาสนั้นอย่างแข็งขัน เขามิอาจยอมรับความใจดีนั้นได้ เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกโกง แม้ว่าเสียงก้องของผู้ไม่มีกายปรากฏจะพยายามยืนยันว่าไม่ได้โกง แต่เป็นเพียงการใช้เทคนิคพิเศษเท่านั้นก็ตาม

เสียงก้องของผู้ไม่มีกายปรากฏเป็นพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือหัวหรือ? ผู้ชมสามารถตั้งคำถามนั้นได้อย่างอิสระ และคำตอบอาจเป็นเช่นนั้น ทว่าผู้ชมหลายคนเมื่อได้เห็นเรื่องราวจนจบ จากก้าวแรกที่เข้ามาอย่างไม่ทราบเนื้อหาเบื้องลึก ทว่ากลับสัมผัสได้ถึงมวลสารบางอย่างที่คล้ายกับการเป็นบันทึกส่วนตัวของศิลปิน ในยามที่ก้าวเท้าออกจากโรงละคร เด็กผู้หญิงคนนี้และวิญญาณลุงขี้เมาตนนั้น เป็นภาพแทนของบุคคลในชีวิตจริงของศิลปิน และพลังแห่งการเล่าเรื่องก็ได้สะท้อนก้องอย่างทรงพลังในการแสดงนี้

ศิลปินไม่จำเป็นจะต้องบอกกับผู้ชมตรง ๆ ว่านี่คือเรื่องราวของตนเองหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องเฉลยที่มาของเนื้อหาให้แจ่มแจ้ง ทว่าสามารถสอดแทรกความเป็นส่วนตัวและสร้างสะพานเชื่อมโยงไปหาผู้ชมได้อย่างแยบยล แน่นอนว่าคำพิพากษาจริง ๆ ในโลกหลังความตายจะเป็นเช่นไรตัวศิลปินก็มิอาจทราบได้ ทว่าตัวศิลปินในฐานะผู้รังสรรค์เรื่องราวนี้ ผู้กุมอำนาจเหนือเรื่องเล่านี้ เธอได้ตัดสินใจเลือกหนทางแห่งการอภัย เลือกนำผลประโยชน์และสิ่งที่ดีงามออกมา และชำระล้างอดีตอันขมขื่นของตนไปพร้อมกับผู้ชมด้วยกันในห้วงเวลาและสถานที่ซึ่งมีร่วมกัน เรื่องเล่านี้จึงไม่จำเป็นต้องใช้มาตรวัดใด ๆ มาประเมินค่า ผู้เล่าเต็มใจเล่า ผู้ฟังเต็มใจฟัง แค่นั้นก็งดงามและเกินพอแล้วสำหรับโลกศิลปะ

สถานที่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับศิลปิน พื้นที่ในการเล่าเรื่องและสร้างสรรค์งานศิลปะค่อนข้างจำกัดมาก โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทย การมีอยู่ของ ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์ จึงเปรียบเสมือนท่อต่อลมหายใจที่สำคัญให้กับศิลปิน และพื้นที่แห่งนี้จะทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวความทรงจำมากมายต่อไปในอนาคต สำหรับการแสดงลำดับถัดไปที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่สร้างสรรค์แห่งนี้ จะเป็นละครใบ้ที่นำแสดงโดยศิลปินคุ้นชื่อหลายท่านที่น่าสนใจและไม่ควรพลาด กับ ช่างไมม์โปรเจกต์ ซึ่งมีกำหนดการจัดแสดงขึ้นในวันที่ 10-12 กรกฎาคม 2569 ณ ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์ Art Space แห่งใหม่ย่านบางโพ ที่พร้อมจะเปิดพื้นที่ต้อนรับทุกคนให้มาร่วมเสิร์ฟและซึมซับมวลอารมณ์ของการละครร่วมกันอีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น