เปลือกมะพร้าวได้หน้า แต่คนที่หายใจอยู่กลับไร้ตัวตนใน ‘มะพร้าวหน้าผี’ กับเรื่องเล่าแสนปวดใจ
มนุษย์ช่างเก่งกาจในการเปลี่ยนสิ่งรอบตัวให้กลายเป็นของมีประโยชน์ จากต้นไม้หนึ่งต้นกลายไปเป็นแผ่นกระดาษบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ หรือถูกแปรเปลี่ยนเป็นบ้านคอยสู้แดดกันลมฝนและให้ร่มเงา เราเชี่ยวชาญในการหยิบยื่นคุณค่าให้กับสิ่งของรอบตัวโดยที่พวกมันไม่ต้องร้องขอ ตั้งแต่หินหลากสีสู่อัญมณีประดับกายราคาแพงบนชั้นวางหรูหรา กระทั่งสสารสีเหลืองที่ฝังตัวอยู่ใต้พิภพ มนุษย์ก็ต่างพร้อมใจกันสถาปนามูลค่าให้มันได้กลายเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันที่นานาประเทศต่างกักตุนไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน คุณค่าเหล่านี้ล้วนมีรากจากการตกลงร่วมกันที่จะ “เชื่อ” ในมูลค่าสมมุติของมัน ทว่ากลับเป็นเรื่องน่าเศร้าเหลือเกินที่มนุษย์กันเองนี่แหละที่เป็นตัวการฉีกทึ้งค่าของคนด้วยกันได้ง่ายยิ่งกว่าการกะเทาะเปลือกมะพร้าวหนา แล้วโยนมันทิ้งเกลื่อนกลาด…อย่างไร้เยื่อใย เมื่อถูกขูดรีดเอาผลประโยชน์จนหมดสิ้น สภาพของพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรจากกากใยที่ถูกทอดทิ้งไว้ริมทาง และเพื่อป้องกันการถูกลืมเลือนในศักดิ์ศรีความเป็นคน เรื่องเล่าของบรรดาผู้ถูกกระทำจึงมีค่ามากไม่แพ้เพชรเม็ดใด
เรื่องราวอันแสนขื่นขมนี้จึงสามารถเปิดฉากขึ้นได้อย่างท้าทายและไร้ปี่ไร้ขลุ่ย บนผืนเวทีละครเรื่อง มะพร้าวหน้าผี เมื่อตัวละครนำแสดงโดย ศรุต โกมลิทธิพงศ์ ก้าวออกมาทลายกำแพงที่สี่แล้วยิงคำถามใส่คนดูตรง ๆ ว่า “ถ้าเลือกเซิร์ฟเวอร์เกิดได้ ทุกคนจะไปเลือกเกิดที่ไหนกัน” ไม่มีการนำร่อง ไม่มีเหตุการณ์ก่อนหน้าใด ๆ บอกให้ผู้ชมรับรู้ว่าทำไมตัวละครตัวนี้ถึงต้องออกมาเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟังในเวลานี้ ทว่าเรื่องเล่าของเขากลับมีความสำคัญอย่างยิ่ง การหยิบศัพท์ที่ค้นหูในหมู่คนเล่นวีดีโอเกมมาถามถึงการเลือกที่เกิดดั่งปรารถนา ทำหน้าที่สองทางไปพร้อมกัน ด้านหนึ่งมันช่วยทลายความไม่คุ้นเคยและสร้างการปฏิสัมพันธ์อันเป็นกันเองระหว่างผู้ชมกับผู้แสดง และอีกด้านที่ได้จุดประกายกระตุ้นการขบคิดถึงคำตอบในใจว่าทำไมเราถึงอยากไปเกิดที่นั่น มีอะไรหรือที่ดินแดนแห่งนั้นแตกต่างจากที่ที่เรายืนอยู่ มีอะไรที่ที่นั่นสามารถหยิบยื่นให้กับเราได้ ในขณะที่แผ่นดินเกิดแห่งนี้กลับปิดกั้นเราไว้ กระนั้นก็เป็นที่น่าเสียดายอยู่บ้าง เมื่อพบว่าคำถามเปิดฉากอันทรงพลังนี้ไม่ได้ถูกขัดเกลาหรือสานต่อให้กลายเป็นการวิพากษ์หรือทำหน้าที่อื่นไปมากกว่าการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงเพื่อเปิดตัวสถานที่เกิดของตัวละคร ซึ่งยึดโยงอยู่กับ ประเพณีแห่ผ้าป่ามหาวิบากมะพร้าวหน้าผี อันเป็นพิธีกรรมท้องถิ่นที่จะนำลูกมะพร้าวมาแต่งองค์ทรงเครื่องและวาดลวดลายใบหน้าเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ทว่าด้วยทักษะทางการแสดงที่ถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ราวกับบทพูดคนเดียว (Monologue) ตลอดการแสดงที่พ่นออกมานั้นคือเรื่องจริงแท้ที่กลั่นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ น้ำเสียงและแววตาอันซื่อตรงได้สะกดตรึงผู้ชมให้ตั้งใจฟังเรื่องราวตรงหน้า โดยแทบไม่หลงเหลือข้อสงสัยหรือตั้งคำถามถึงความเร่งด่วนเลยว่า เพราะเหตุใดตัวละครตัวนี้ถึงต้องก้าวออกมาร้อยเรียงชีวิตให้เราฟังในตอนนี้
เนื้อหาพาเราเดินทางต่อเข้าสู่ช่วงชีวิตวัยเรียน กับความรู้สึกของการต้องดำรงอยู่อย่างผิดที่ผิดทาง ตัวละครต้องเผชิญหน้ากับความบีบคั้นจากเรือนร่างที่ผู้เป็นพ่อตีกรอบเอาไว้ว่าเป็นเพศชาย และคาดหวังให้เติบโตขึ้นมาเป็นชายฉกรรจ์ที่สมบูรณ์แบบ ทว่าตัวตนของเขาคือหญิงที่รักชอบในเพศชาย ความรู้สึกแปลกแยกและไม่ใช่ตัวของตัวเองท่ามกลางดงนักเรียนชายล้วน ผลักดันให้เขาต้องปลีกตัวออกมาเพื่อค้นหาพื้นที่ปลอดภัย และได้เข้าร่วมกลุ่มกับเพื่อนใหม่ที่ต่างก็ถูกสายตาของสังคมกระแสหลักตีตราว่าเป็นอื่นเช่นเดียวกับเขา เขาได้รู้จักและสนิทสนมกับ “พรีม” และในพื้นที่นั้นเขาได้รู้สึกว่าได้เป็นตัวเองมากขึ้นมาบ้าง ทำให้ผู้ผมได้รับรู้และต้องชื่นชมกับลูกเล่นและชั้นเชิงในการเลือกนำเอาลูกมะพร้าวมาเติมแต่งแต้มสีให้กลายเป็นใบหน้าของเหล่าแก๊งเพื่อนซึ่งเป็นการหยิบใช้คอนเซปต์ของชื่อเรื่องมาตีความได้อย่างสร้างสรรค์และลงตัว กลิ่นอายของวัฒนธรรมความเชื่อพื้นถิ่นจึงลอยออกมาผ่านลูกมะพร้าว ถูกชุบชีวิตขึ้นมาทำหน้าที่เป็นตัวละครร่วมบนเวที ลีลาท่าทางและการสวมบทบาทหยอกล้อกับเหล่าเพื่อนมะพร้าวอย่างออกรสนั้นสร้างความเพลิดเพลินแก่คนดู และขณะเดียวกันก็ได้สร้างมิติความน่าเอ็นดูของตัวละครไปพร้อมกัน ทั้งที่บนผืนเวทีมีเพียงนักแสดงยืนอยู่เพียงลำพัง ยิ่งไปกว่านั้นหากได้ขบคิดระหว่างรับชมสัญญะของมะพร้าวกำลังเป็นลางบอกเหตุที่ชวนให้คนดูได้ลองคาดเดา
และแล้วเมื่อย้ายเซิร์ฟเวอร์สู่รั้วมหาวิทยาลัย เรื่องราวที่เคยอบอวลไปด้วยมวลอารมณ์สดใสกลับพลิกผัน เหตุการณ์อันเป็นทุ่นหนักถูกโยนโครมลงมากลางใจของผู้ชมอย่างไร้ความปรานี ทั้งไอแห่งรักกลับกลายเป็นคืนแห่งการล่วงละเมิดอย่างเย็นชาตัวละครถูกลิดรอนศักดิ์ศรีราวกับว่าไม่มีค่าพอที่จะได้รับความรักอย่างทะนุถนอมเฉกเช่นปุถุชนพึงได้รับ ทั้งยังถูกกระทำชำเราภายใต้โครงสร้างอำนาจอันบิดเบี้ยวของรุ่นพี่ ทั้งหมดถ่ายทอดออกมาผ่านภาพของแสงไฟสลัวที่มีนักแสดงเพียงคนเดียวบนเวที แม้สายตาของผู้ชมจะมองเห็นเหตุการณ์ได้ไม่ถนัดชัดเจนท่ามกลางความมืด ทว่ากลับทรงพลังยิ่งกว่าภาพฉายชัดบนจอ ด้วยองค์ประกอบของแสงเงาที่ถูกจัดวางอย่างแม่นยำ ผสานกับการแสดงที่เปลี่ยนผ่านอย่างฉับพลัน ทั้งน้ำเสียงและภาษากายที่แปรเปลี่ยนจากร่างของเด็กหนุ่มผู้น่าเอ็นดู กลายร่างเป็นผู้กดขี่ที่โหดเหี้ยม ตะคอกแหกปากด้วยความก้าวร้าวและรุนแรง การแสดงช่วงนี้ได้บีบคั้นหัวใจคนดูจนรู้สึกอึดอัด หวาดกลัว โดยไม่จำเป็นต้องมีผีตนใดปรากฏกายกลางเวที แถมยังกระตุ้นมวลความรู้สึกเห็นใจปนโกรธแค้นแทนตัวละครตัวเล็ก ๆ ของเราขึ้นมาอย่างท่วมท้น
มวลความรู้สึกน่าขนลุกเหล่านี้ ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อได้รับการขับเน้นด้วยบรรยากาศของ ล้านนาอารีย์ เธียร์เตอร์ ยามพลบค่ำ ในเรือนไม้ไทยที่แฝงตัวอยู่กลางใจเมืองหลวง ให้ความรู้สึกราวกับเรากำลังนั่งอยู่ในพื้นที่ท้องถิ่นอันห่างไกลจริง ๆ ผสานเข้ากับการออกแบบเสียงประกอบอันประณีตของ ชัยภัทร ทิพยาณานุกูล ที่คอยโอบอุ้มและสร้างบรรยากาศตั้งแต่เสียงพายุโหมกระหน่ำไปจนถึงเสียงของการงัดแงะ กัดแทะ และกะเทาะเปลือกไม้ที่ชวนให้จินตนาการไปถึงความสยดสยองการประกอบร่างองค์ประกอบทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างลงล็อกนี้ ต้องยกความดีความชอบให้กับ วิชชาพร ต่างกลาง ในฐานะผู้กำกับการแสดง
และ จิร อังศุธรรมทัต กับผู้ช่วยผู้กำกับซึ่งร่วมกันร้อยเรียงจังหวะจะโคนได้อย่างพอดิบพอดี รวมถึงการวาง Blocking เพื่อขับเน้นภาพความเจ็บปวดตรงหน้าจนสามารถซึมซาบและติดตรึงอยู่ในจิตสำนึกของผู้ชมได้
การดำดิ่งสู่เรื่องราวอันมืดมิดยังไม่จบ (ทั้งที่ก็ปวดใจมากแล้วนะ) เมื่อข่าวคราวการเสียชีวิตของพรีมเดินทางมาถึง จุดนี้เองที่มุมมองของเรื่องเล่าได้สลับสับเปลี่ยนไปสู่ตัวละครพ่อของพรีม
ซึ่งรับบทโดย ศุภสวัสดิ์ บุรณเวช ผู้เข้ามาถ่ายทอดหัวอกของคนเป็นพ่อที่ต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกผิดอันแสนสาหัสจากการสูญเสียลูกเพียงคนเดียว ด้วยการแสดงอันลุ่มลึกเต็มไปด้วยมิติทางอารมณ์ที่ขัดแย้งกันอย่างซับซ้อนผ่านแววตาน้ำเสียงสื่อว่าเป็นพ่อใจดี แม้ในยามที่บทละครต้องเปล่งเสียงตวาดออกมา น้ำเสียงนั้นก็ยังแฝงไว้ด้วยความอ่อนนุ่ม และแม้การกระทำจะขัดเจตนารมณ์และตัวตนของลูก แต่สายตากลับส่งคำถามและพิพากษาตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าสิ่งที่ตนเคยทำลงไปนั้นถูกต้องจริงหรือ เขาทำทุกอย่างลงไปด้วยความหวังดีและเชื่อมั่นว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก โดยไม่เคยเปิดใจถามและความหวังดีอันตื้นเขินจึงกลายเป็นมีดพร้ากัดเทาะหัวใจของลูกเพียงคนเดียวลงในที่สุด
ภาพ Facebook: YokYai Theatre
เป็นตอนนั้นเองที่เราได้เข้าใจถึงความเร่งด่วนของเรื่องเล่านี้เหตุผลที่แต่แรกเริ่มเดิมทีตัวละครผู้น่าเอ็นดูของเราต้องก้าวออกมาร้อยเรียงชีวิตให้เราฟัง ได้รับการคลี่คลายอย่างกระจ่าง เมื่อเส้นเรื่องของทั้งสองชีวิตมาบรรจบกัน การเผชิญหน้าระหว่างความตายของพรีมกับลมหายใจที่เหลืออยู่ ได้สร้างภาพอันเจ็บปวดแก่ผู้ชมพรีมเพิ่งจะได้รับการยอมรับ ได้รับการมองเห็นคุณค่าในตัวตนที่แท้จริง ก็ต่อเมื่อร่างกายของเขาไร้วิญญาณไปแล้ว ในขณะที่ตัวละครเอกของเรายังคงมีลมหายใจอยู่ต่อไปในโลกใบนี้ ทว่าเขากลับไม่เคยได้รับการยอมรับหรือการมองเห็นคุณค่านั้นเลยแม้แต่น้อย เขาได้นึกจินตนาการถึงพิธีศพของตัวเองว่าจะได้รับการแต่งองค์ทรงเครื่องสวมเครื่องแต่งกายในแบบที่ตนต้องการไหม จะมีใครมาตระหนักคิดยอมรับตัวตนเขาได้เหมือนพ่อของพรีมหรือไม่ ทั้งที่เขายังคงยืนหายใจอยู่ตรงนี้แต่เหตุใดเขาจึงต้องทนรอคอยให้ความตายมาพรากไปก่อน จึงจะมีสิทธิ์ได้รับความเข้าใจและความรักความเร่งด่วนในการเล่าเรื่องจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากเงื่อนไขเชิงโครงเรื่องของบทละคร หากแต่เป็นเสียงที่ส่งตรงมาจากความจริงของสังคม ผู้คนจำนวนมากยังคงถูกมองข้าม ถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และถูกผลักให้กลายเป็นคนอื่นที่ใครจะหยิบยกไปกระทำย่ำยีอย่างไรก็ได้ ละครเรื่องนี้จึงต้องรีบเล่า เพื่อกระตุกเตือนให้ทุกคนได้ตระหนักว่า มนุษย์คนหนึ่งต้องผ่านการถูกกะเทาะและแตกสลายมามากเพียงใด ก่อนที่เราจะสูญเสียเพื่อนมนุษย์ที่มีจิตใจงดงามไปอีกคนหนึ่งอย่างไม่มีวันหวนกลับ
ทำให้เป็นเรื่องน่าเสียดายมองในเชิงอรรถรส ความสนุกในการตีความของผู้ชมหายไปกึ่งหนึ่ง เมื่อข้อตระหนักคิดหรือแก่นสาระสำคัญของเรื่องที่ผู้ชมควรจะได้ตกตะกอนและซึมซาบด้วยตนเองหลังจากผ่านฉากสำคัญช่วงท้ายกลับได้รับการเฉลยออกมาอย่างตรงไปตรงมาและซ้ำซ้อนผ่านปากของตัวละครเอง แม้จะเข้าใจได้ว่าการพูดสารออกมาตรง ๆ เช่นนี้อาจช่วยให้สารของงานศิลปะเข้าถึงได้ง่ายและทำงานได้อย่างทันท่วงที ท่ามกลางสภาพสังคมที่เร่งรีบและต้องการสื่อที่ขับเคลื่อนประเด็น แต่ในทางกลับกันการเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้คิด ได้ปะติดปะต่อจิ๊กซอว์ทางความรู้สึก และตระหนักรู้ได้ด้วยตัวเอง มักจะสร้างความประทับใจที่ตราตรึง ก่อให้เกิดบทสนทนาหลังละครจบ และสร้างแรงกระเพื่อมในจิตใจของผู้ชมได้อย่างลึกซึ้งกว่าการบอกเล่าทุกอย่างออกมาจนหมดเปลือก
อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตนี้ก็ไม่ได้ทำให้คุณค่า คุณภาพ และประสบการณ์น่าประทับใจที่ได้รับจากละครเวทีเรื่อง มะพร้าวหน้าผี ลดต่ำลงเพราะละครเรื่องนี้ได้ทำหน้าที่เชื้อเชิญให้ผู้ชม ผู้ที่ยังมีลมหายใจร่วมกัน ณ ช่วงเวลานั้นและในพื้นที่แห่งนั้น ได้ร่วมกันทบทวนและตระหนักถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ละครเวทีเรื่องนี้จะทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนทางสังคมที่ช่วยเปิดตาเปิดใจให้ผู้คนได้หันกลับมามองเห็นและโอบกอดคุณค่าของเพื่อนมนุษย์ทุกกลุ่มตั้งแต่วินาทีที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ยังมีความรู้สึก และยังคงหายใจ ดีกว่าการรอคอยจนสายเกินไป แล้วค่อยหันมามอบค่ากับสิ่งแทนใจ เพียงเพื่อปลอบประโลมความเชื่อว่านั่นคือการระลึกถึงผู้จากไป และเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกผิดที่ไม่อาจลบล้างได้ตลอดกาล
มะพร้าวหน้าผีเป็นละครเวทีที่ควรค่าแก่การได้ชม ยังเหลือรอบการแสดงอีกในวันที่ 21-23 สิงหาคม 2569 เวลา 19.00 น. ที่ ล้านนาอารีย์เธียเตอร์ (ซอย อารีย์ 2) รอบวันที่ 22 สิงหาคม Sold Out ไปแล้ว :ลิงก์จองบัตร รีบจองก่อนเต็มหมดทุกรอบ





ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น