เข้าวงการนักอ่านผ่านไลท์โนเวล


     



จะให้มองอีกกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ยังคิดเหมือนเดิมเสมอว่า 'ให้ตายเถอะ อยากมีชื่อบนปกหนังสือบ้างจัง'
       ไลท์โนเวล มาจากคำสองคำ ไลท์(Light)บวกกับโนเวล(Novel) แปลเป็นไทยก็
แสงหรือความเบาบวกกับนิยายก็จะแปลได้ประมาณว่านิยายที่เบา ซึ่งเราคิดว่าเบาในที่นี้หมายถึงคำศัพท์ ไม่จำเป็นต้องเป็นคำศัพท์ยากและใช้บทสนทนาเป็นการดำเนินเรื่องเสียส่วนใหญ่
        ถึงแม้คำว่า Light Novel จะเป็นภาษาอังกฤษแต่จริงต้นกำเนิดของหนังสือประเภทนี้นั้นมาจากญี่ปุ่น จะบอกว่าเป็นนิยายวัยรุ่นจากฝั่งญี่ปุ่นก็ได้ และเราคือหนึ่งคนที่เริ่มเข้าวงการอ่านหนังสืออย่างจริงจังผ่านไลท์โนเวลเล่มที่ชื่อ No game No life
        ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากไหนดีเหมือนกัน เอาเป็นช่วงวัยประถมอาจจะประมาณเหมือนสิบปีก่อน ในยุคนั้นเพื่อนๆเราร่วมถึงตัวเรามีหนังสือเล่มเล็กพกพากันแทบจะทุกคนเป็นหนังสือมุกตลกหรือเรื่องฮาๆ เป็นหนังสือของ 'อิ๊กกี้' หรือบางคนจะพกหนังสือการ์ตูนอย่างการผจญภัยในดินแดนนู้นนั่นนี่  มันเป็นช่วงที่ทุกคนต่างเอาหนังสือกันมาและพูดคุยผ่านมุกตลกและเรื่องเล่าจากหนังสือเล่านั้น บางมุกก็เก็ทบางมุกก็ไม่แต่ก็ยังสามารถหัวเราะได้อย่างสนุกสนาน
            เรายังจำได้อย่างแม่นยำว่า ช่วงวัยนั้นของเราทุกครั้งที่แม่พาไปร้านหนังสือเราจะหาหนังสือการ์ตูนและนั่งอ่าน ภาพจากหนังสือการ์ตูนทำให้เราเข้าใจง่ายขึ้นถึงแม้เนื้อหาจะเป็นการให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หรือบางครั้งเราเคยหยิบหนังสือของริว จิตสัมผัสมานั่งอ่านอยู่บ่อยๆ บางเรื่องก็ไม่เข้าใจหรอก คิดว่าในตอนนั้นเราแค่พยายามจะสะกดคำเท่านั้นเอง แต่ก็มีบางเรื่องที่อ่านแล้วเห็นภาพ จนถึงตอนนี้เรายังจำเรื่องที่เขียนในหนังสือเกี่ยวกับแม่ที่ทำแท้งและได้ยินเสียงลูกคอยตามหลอกหลอนได้อยู่เลย ไม่รู้เรื่องในหนังสือจริงมากน้อยแค่ไหน เรื่องที่ไม่สามารถเอาวิทยาศาสตร์มาค้นหาคำตอบก็ไม่สามารถเชื่อได้ทุกอย่าง แต่เรา ณ ตอนนั้นเกิดภาพในหัวและขนลุกซู่ไปทั้งตัว ไม่กล้าหยิบหนังสือของคุณ ริวมาอ่านอยู่พักใหญ่
           และแล้วก็มาถึงยุคที่ไม่ได้แตะหนังสือเลย นอกจากหนังสือที่ต้องอ่านสอบจริงๆ ยุคทองของเครือข่ายที่ให้บริการอินเทอร์เน็ต ยุคทองของบริษัทไอที ช่วงของการเป็นเด็กติดเกม เราเล่นเกมทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้สนใจงานอดิเรกอื่นเลย มีแว๊บๆไปเล่นบาสบ้าง แต่เกมคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ และที่สำคัญเรายังอยู่แค่ประถมปลายเท่านั้นเอง ตั้งแต่ได้แล็บท้อปเป็นของตัวเอง เราก็นั่งจิ้มมันแบบไม่สนใจมองนาฬิกาเลยแม้แต่น้อย
            หลังจากนั้น พอเราขึ้นม.ต้น การเล่นเกมหนักก็เพลาๆลงบาง สงสัยช่วงนั้นเจอมาตราการเล่นได้เฉพาะช่วงสุดสัปดาห์ของแม่ไปจึงช่วยประคับประคองไม่ให้ถเลถไลจนเกินไป เราได้รับหนังสือจากครูสอนภาษาไทย ให้ยืมบ้างหรือบางเล่มก็ให้เราไปเลย พอดีว่าเราได้การบ้านเป็นการเขียนบทความแนะนำตัวและเหมือนคุณครูจะถูกใจก็เลยอยากให้เราอ่านเยอะๆจะได้พัฒนาทักษะการเขียน ตอนเราอ่านหนังสือที่เขาให้มา ถ้าให้บอกตามตรง ๆ คือมันเข้าใจยากชะมัด ทั้งๆที่ตอนเด็กอ่านแล้วยังเห็นภาพกว่านี้อีก แต่ก็แวะอ่านเป็นบางครั้งบางคราวตามที่ครูเขาเตือน แต่ก็ไม่ได้อ่านอย่างจริงจังเท่าที่ควร
         จนกระทั่งช่วงโควิดปี2020 โรงเรียนปิด เราต้องเรียนออนไลน์ มีเวลามากมาย เกมก็เริ่มเบื่อๆ หรือจริงๆควรจะถึงเวลาที่เราจะต้องอ่านอะไรบ้างอย่างจริงจังได้แล้ว จนได้ไปดูอนิเมะและพบการ์ตูนญี่ปุ่นหลายๆเรื่องไม่ได้สร้างมากจากมังงะเพียงอย่างเดียว มีอีกหลายๆเรื่องโดยเฉพาะแนวแฟนตาซี ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ SAO ที่เราชอบดูมากๆด้วย มันถูกสร้างจากไลท์โนเวล พอลองศึกษาเข้าไปดูเรื่อยๆ จึงตัดสินใจสั่งซื้อ No game No life เล่มแรกมา และเป็นจุดเริ่มต้นของการอ่านอย่างจริงจังของเรา
          เราอ่านไลท์โนเวลแทบทุกวันขึ้นเล่มใหม่แทบทุกเดือน นอกจากภาษาที่เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน เนื้อหาแฟนตาซีชวนจินตนาการเสน่ห์อีกอย่างที่เราชอบสุดๆ คือขนาดหนังสือ มันช่างเล็กน่ารักพกพาง่ายเสียจริง แต่ก็นะ นิยายฝั่งญี่ปุ่นที่ถูกไปสร้างเป็นอนิเมะเนี่ยมีหลายเล่มจริงๆ อยากจะอ่านเรื่องที่เคยดูแบบการ์ตูนมาแล้วแต่มันตามไม่ทันเลย จำนวนเล่มมันมากเกินไป เรื่องที่ยังไม่ได้ดูเป็น
อนิเมะก็แอบคิดว่าดูแบบการ์ตูนง่ายกว่ารึเปล่านะ สุดท้ายเราก็กลายเป็นนักกองดองไปเฉยเลย ยิ่งพอโรงเรียนกลับมาเปิดเวลาอ่านก็น้อยลงหลายๆเล่มที่ยังไม่ได้แกะพลาสติกหุ้มก็ไม่มีวันได้เริ่มต้นเรื่องราวใหม่สักที จนเมื่อไม่นานมานี้เราตัดสินที่จะคัดเลือกซีรีย์ของแต่ละเรื่องเก็บไว้ และเรื่องที่ตัดสินใจไม่ตามต่อไปแล้ว
             ถึงแม้เราจะไม่เอาตามไลท์โนเวลบางเรื่องแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่อ่านหนังสืออีกต่อไป ยังมีไลท์โนเวลที่เราโปรดปรานให้ตามอยู่อีกไม่น้อย อย่าง ซีรีย์'เรื่องฝันปั่นป่วย' เราชอบเรื่องนี้มากจริงๆ เอาปัญหาของวัยรุ่นผสานเข้ากับความแฟนตาซี นำเสนอให้โดดเด่นและน่าสนใจ หรืออย่างที่เห็นตอนนี้ก็ได้อ่าน No game No life ถึงเล่ม 6 และอ่านจบไปแล้วด้วย นอกจากนี้เราเริ่มสนใจอ่านหนังสือที่จะจบในเล่มเดียวมากขึ้น อย่างพวกเรื่องสั้น นิยายสั้น และก็ยังสนใจหนังสือแนวพัฒนาตัวเองด้วย ตอนนี้ก็สั่ง The Why caféและก็เล่มอื่นๆอีกมาอ่านช่วงปิดเทอม
              เราเริ่มเล่าส่วนสำคัญอีกอย่างนึงไป พอเราอ่านเข้าไปมากๆมันอดคิดไม่ได้เลยว่า 'อยากจะสร้างเรื่องราวขึ้นมาเองบ้างจัง' จึงเป็นที่มาของความฝันอย่างนึงในชีวิต คือการมีหนังสือเป็นของตัวเอง สักเล่มก็ยังดี
          

ความคิดเห็น