เหตุใดคุณจึงมาที่นี่ | The why café
เราได้อ่านหนังสือเรื่อง The why café เขียนโดย John Strelecky หรือชื่อภาษาไทยคือ คาเฟ่สำหรับคนหลงทาง ทันทีที่อ่านจบเราก็เริ่มสำรวจชีวิตที่ผ่านมากับตัวเอง และเริ่มคิดถึงเรื่องราวต่อจากนี้ด้วยคำถามที่ว่า "เหตุใดฉันจึงมาที่นี่"
หนังสือเล่มนี้อยู่ในหมวดพัฒนาตนเอง โดยภายในเรื่องจะเล่าเรื่องของชายคนหนึ่งที่อยากจะพักไปชาร์จแบตห่างจากตัวเมือง แต่ดันหลงทางและไปเจอกับร้านอาหารแห่งหนึ่งและเรื่องราวที่ทำให้คนอ่านคิดและพยายามหาคำตอบของชีวิตตัวเองไปพร้อม ๆ กับชายหนุ่มคนนี้ก็ได้เริ่มต้นขึ้น
จากตรงนี้จะไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับหนังสือ แต่เป็นเรื่องราวของเราเอง; เรายังไม่ได้เริ่มทำงานอย่างจริง ๆ จัง ๆ เพราะว่าเรายังเป็นนักศึกษาอยู่ แต่เราก็ได้เห็นโลกของผู้ใหญ่มากขึ้นผ่านทางการเติบโตของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นการอยู่คนเดียวในที่พักอาศัย ซึ่งมีแต่เราเท่านั้นที่ต้องดูแลพื้นที่นี้ ไม่ว่าจะเป็นงานที่ต้องทุ่มแรงกายและใจจากการทำโปรเจกต์ต่าง ๆ หรือรายงานที่ต้องส่ง จนบางทีเราก็สังเกตว่าไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำสักที กลายเป็นว่าเราจะนึกอยู่เสมอว่า คอยดูนะปิดเทอมเมื่อไรจะสนุกกับเกมจะเที่ยวให้เต็มที่ เพราะตอนนี้ขอทำงานที่ได้รับสั่งมาให้เรียบร้อยก่อน จนกระทั่งเมื่อเวลาที่ว่ามาถึงเรากลับรู้สึกว่างเปล่าและไม่รู้สิ่งที่อยากจะทำมาตั้งนานที่ว่ามันคืออะไรกันแน่ เวลาว่างตรงนี้ที่เรารอมานานเราอยากทำอะไร? เกมที่จะเล่น เกมอะไรดีนะถึงจะคุ้มเวลา? แล้วเที่ยวเนี่ย ที่ไหนกัน? สุดท้ายเรากลับใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ไปกับการค้นหาว่าจะทำอะไรดีกับเวลาตรงนี้และลงเอยด้วยการทำได้แค่แป๊บเดียวก่อนจะวนลูปสู่วงจรของการทำรายงานและโปรเจกต์
ก่อนหน้านี้เราคิดว่าตลอดเลยว่า เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่จะไม่มีทางใช้ชีวิตอย่างอมทุกข์ไปจนรอเกษียณ เราคิดแบบนี้และคิดว่ามันไม่มีทางเกิดขึ้นกับเราได้แน่นอน ยิ่งเราที่คิดจะทำงานแบบฟรีแลนซ์แล้วฉะนั้นความคิดแบบนี้ปัดตกไปได้เลย แต่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นไปนานแล้ว หากเทียบว่าการเกษียณคือช่วงปิดเทอม มันหมายถึงเรากำลังใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่ที่เราไม่ต้องการอยู่ พอเรารู้ตัวเราจึงตัดสินใจเริ่มแบ่งเวลาการทำงานที่ลงตัวกว่าเดิมโดยเพิ่มเติมเวลาที่เราอยากทำในสิ่งที่ต้องการ อย่าง เดินขึ้นเขาดูวิว อ่านหนังสือ เล่นเกมหรือแม้กระทั่งเขียนบล็อก โดยไม่ได้หวังผลเพื่อให้มันเป็นสิ่งที่บรรเทาจากงานที่เหนื่อยล้าแต่เป็นสิ่งที่ใจปรารถนาอยู่แล้ว ซึ่งเราเริ่มแบ่งเวลาให้ความต้องการแบบนั้นอย่างน้อยวันละสามสิบนาทีจนหลายครั้งก็เลยไปหนึ่งชั่วโมงแน่นอนในใจยังคิดว่าต้องทำการบ้านเสมอ แต่ทุกวันเราจะไม่ละเลยในกิจกรรมที่นอกเหนือจากงานหรือการใช้เวลากับการคิดว่าจะอู้งานทั้งวันดีไหมแต่เป็นเลือกกิจกรรมที่เราอยากให้มีในวันนี้แทน ซึ่งความคิดแบบนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้
เราอยากทิ้งท้ายบล็อกนี้ด้วยถ้อยคำอีกหนึ่งบทเรียนที่เราได้จากหนังสือเล่มนี้ หากได้ไปอ่านกันมันคงไม่ตรงตามนี้เพราะมันคือใจความที่เราจำได้ราง ๆ คงต้องยอมรับว่าเราไม่ใช่นักอ่านที่เก่งกาจจะตีความไปได้หมด เราแค่รู้สึกสนุกไปกับโลกที่วาดด้วยตัวอักษร
หนังสือเล่มนี้อยู่ในหมวดพัฒนาตนเอง โดยภายในเรื่องจะเล่าเรื่องของชายคนหนึ่งที่อยากจะพักไปชาร์จแบตห่างจากตัวเมือง แต่ดันหลงทางและไปเจอกับร้านอาหารแห่งหนึ่งและเรื่องราวที่ทำให้คนอ่านคิดและพยายามหาคำตอบของชีวิตตัวเองไปพร้อม ๆ กับชายหนุ่มคนนี้ก็ได้เริ่มต้นขึ้น
จากตรงนี้จะไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับหนังสือ แต่เป็นเรื่องราวของเราเอง; เรายังไม่ได้เริ่มทำงานอย่างจริง ๆ จัง ๆ เพราะว่าเรายังเป็นนักศึกษาอยู่ แต่เราก็ได้เห็นโลกของผู้ใหญ่มากขึ้นผ่านทางการเติบโตของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นการอยู่คนเดียวในที่พักอาศัย ซึ่งมีแต่เราเท่านั้นที่ต้องดูแลพื้นที่นี้ ไม่ว่าจะเป็นงานที่ต้องทุ่มแรงกายและใจจากการทำโปรเจกต์ต่าง ๆ หรือรายงานที่ต้องส่ง จนบางทีเราก็สังเกตว่าไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำสักที กลายเป็นว่าเราจะนึกอยู่เสมอว่า คอยดูนะปิดเทอมเมื่อไรจะสนุกกับเกมจะเที่ยวให้เต็มที่ เพราะตอนนี้ขอทำงานที่ได้รับสั่งมาให้เรียบร้อยก่อน จนกระทั่งเมื่อเวลาที่ว่ามาถึงเรากลับรู้สึกว่างเปล่าและไม่รู้สิ่งที่อยากจะทำมาตั้งนานที่ว่ามันคืออะไรกันแน่ เวลาว่างตรงนี้ที่เรารอมานานเราอยากทำอะไร? เกมที่จะเล่น เกมอะไรดีนะถึงจะคุ้มเวลา? แล้วเที่ยวเนี่ย ที่ไหนกัน? สุดท้ายเรากลับใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ไปกับการค้นหาว่าจะทำอะไรดีกับเวลาตรงนี้และลงเอยด้วยการทำได้แค่แป๊บเดียวก่อนจะวนลูปสู่วงจรของการทำรายงานและโปรเจกต์
ก่อนหน้านี้เราคิดว่าตลอดเลยว่า เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่จะไม่มีทางใช้ชีวิตอย่างอมทุกข์ไปจนรอเกษียณ เราคิดแบบนี้และคิดว่ามันไม่มีทางเกิดขึ้นกับเราได้แน่นอน ยิ่งเราที่คิดจะทำงานแบบฟรีแลนซ์แล้วฉะนั้นความคิดแบบนี้ปัดตกไปได้เลย แต่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นไปนานแล้ว หากเทียบว่าการเกษียณคือช่วงปิดเทอม มันหมายถึงเรากำลังใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่ที่เราไม่ต้องการอยู่ พอเรารู้ตัวเราจึงตัดสินใจเริ่มแบ่งเวลาการทำงานที่ลงตัวกว่าเดิมโดยเพิ่มเติมเวลาที่เราอยากทำในสิ่งที่ต้องการ อย่าง เดินขึ้นเขาดูวิว อ่านหนังสือ เล่นเกมหรือแม้กระทั่งเขียนบล็อก โดยไม่ได้หวังผลเพื่อให้มันเป็นสิ่งที่บรรเทาจากงานที่เหนื่อยล้าแต่เป็นสิ่งที่ใจปรารถนาอยู่แล้ว ซึ่งเราเริ่มแบ่งเวลาให้ความต้องการแบบนั้นอย่างน้อยวันละสามสิบนาทีจนหลายครั้งก็เลยไปหนึ่งชั่วโมงแน่นอนในใจยังคิดว่าต้องทำการบ้านเสมอ แต่ทุกวันเราจะไม่ละเลยในกิจกรรมที่นอกเหนือจากงานหรือการใช้เวลากับการคิดว่าจะอู้งานทั้งวันดีไหมแต่เป็นเลือกกิจกรรมที่เราอยากให้มีในวันนี้แทน ซึ่งความคิดแบบนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้
เราอยากทิ้งท้ายบล็อกนี้ด้วยถ้อยคำอีกหนึ่งบทเรียนที่เราได้จากหนังสือเล่มนี้ หากได้ไปอ่านกันมันคงไม่ตรงตามนี้เพราะมันคือใจความที่เราจำได้ราง ๆ คงต้องยอมรับว่าเราไม่ใช่นักอ่านที่เก่งกาจจะตีความไปได้หมด เราแค่รู้สึกสนุกไปกับโลกที่วาดด้วยตัวอักษร
"คนที่กลัวตายคือคนที่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรกับเป้าหมายในชีวิต"
The why café John Strelecky
อ่านแล้วมาแชร์กันนะ
ชื่อสินค้า: นายอินทร์ หนังสือ The Why Cafe' คาเฟ่สำหรับคนหลงทาง
ราคาสินค้า: ฿229
ส่วนลดสินค้า: ฿194 | https://s.lazada.co.th/s.98spM
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น