โบกมือลามหานครและเดินทางกลับบ้าน
วันที่ 10 พฤษภาคม 2023 เราบินกลับบ้าน เป็นวันที่ตั้งตารอมาตั้งแต่เปิดภาคเรียนที่สอง พอพูดออกมาแบบนี้กลับรู้สึกตลกอย่างบอกไม่ถูก นั่นก็เพราะแต่ก่อนเราพูดไว้เสียเยอะเลยว่าอยากจะใช้ชีวิตคนเดียวเร็วๆแล้ว
กรุงเทพมหานครและมันเป็นมหานครตามชื่อจริงๆ เป็นเมืองใหญ่ที่มองไปไหนก็เห็นแต่คอนกรีต แน่นอนละกรุงเทพมีสวนสาธารณะมากมายเพียงแต่มันไม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายๆ พื้นหญ้าเป็นอะไรที่หายากมากจริงๆถ้าไม่นับพื้นที่มหาวิทยาลัยที่เราไปเป็นประจำ จะว่าไปเราเห็นคนนอกมาวิ่ง พาสุนัขมาเดินราวกับว่าใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยเป็นสวนสาธารณะแทนไปแล้ว อาจารย์มหาวิทยาลัยเคยบอกว่า กรุงเทพเป็นเมืองที่ทำให้คนจนและอ้วน ซึ่งเราเห็นด้วยเลยละ หลายพื้นที่ที่ไปมักมีห้างและของจูงใจให้เกิดการใช้เงินและไม่มีพื้นที่พอให้กับกิจกรรมที่ทำได้หลากหลาย ถ้าไม่เชื่อลองสังเกตในชีวิตประจำวันดูเวลาใครชวนไปเที่ยว ถ้าไม่ใช่การกินชาบูหรือหมูกระทะ เพื่อนๆคงชวนว่า ไปเดินห้างนู้นห้างนี่กันไหม
เราย้ายเข้าหอมาเมื่อพฤษภาคมปีที่แล้ว และตลอดเวลาที่รอคอยวันย้ายสิ่งนึงที่อยู่ในใจมานานเกือบครึ่งชีวิต 'เราจะได้อยู่คนเดียว จะได้เป็นอิสระเป็นนกที่ออกจากรังเสียที' ความคิดที่เกิดขึ้นบ่อยๆเวลาที่ทะเลาะกับแม่และเรามาอยู่หอคนเดียวด้วยความคิดแบบนี้ การรอคอยที่จะสัมผัสชีวิตจริง ออกจากกรอบของครอบครัว
มีชีวิตในแบบที่อยากมี แต่มันต่างออกไปจากที่วาดฝันเสียเหลือเกิน ไม่แน่ใจว่าเรามารู้สึกตัวเอาได้ไง ถ้าให้ทบทวนละก็ คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ว่า ตอนอยู่บ้านเราไม่ได้จัดการการเงินด้วยตัวเอง จะบอกว่าเราเป็นลูกคนเดียวที่ถูกพ่อแม่โอบอุ้มให้อุดมสมบูรณ์ ไม่เคยสัมผัสกับความยากลำบากในชีวิตอย่างที่ควรจะได้เรียนรู้เลยก็ว่าได้ ถึงจะถูกสอนว่าให้เก็บเงินแต่ในใจไม่เคยกลัวว่าเงินจะหมด เพราะหมดก็ขอใหม่ได้
ช่วงแรกจะบอกว่าเป็น Honeymoon Phase ได้ไหม ฟังดูคลั่งไคล่เกินไปรึเปล่า จะบอกว่ามันดีเกินไปน่ะ ไม่มีเสียงใครบ่น เลือกเวลาเล่นเกม เวลานอน กวาดห้องได้ตามใจ กินเมื่อไรก็ได้ที่สำคัญอยากสั่งของกินอร่อยๆก็ได้ แต่นี่คือช่วงที่ยังไม่ได้เปิดภาคเรียนนะ เราย้ายมาก่อนวันเปิดเรียนหนึ่งเดือนเพื่อเตรียมตัวและปรับตัวเข้ากับแวดล้อม ข้างล่างหอก็มีร้านข้าวอาหารตามสั่งที่ราคาไม่เกิน60 บาท พอได้ติดตั้งเน็ตบ้านมีไวไฟใช้ก็เหมือนว่าอะไรๆก็ง่าย นี้แหละชีวิตการอยู่คนเดียวที่ต้องการถึงแม้ตอนนี้ความฝันยังถูกจำกัดด้วยพื้ที่เพียง 28 ตารางเมตรอยู่ก็ตาม
รสชาติของการใช้ชีวิตในโลกกว้างนั่นเริ่มเมื่อภาคเรียนเริ่มต้นขึ้น หอเราไม่ได้อยู่ไกลจากมหาวิยาลัยแต่ก็ไม่ได้อยู่ใกล้ขนาดนั้นเช่นกัน ถ้าเดินก็ต้องใช้เวลาราวยี่สิบนาที ฟังดูก็ไม่ได้ลำบากมากมายแต่ทางเท้ามันเพิ่มเลเวลความยากไปอีกนี้สิ แทบทางเท้าก็ติดกับถนนใหญ่ควันรถร้อนลอยแตะเข้าจมูกกระทบใบหน้าสร้างความหมองคล้ำ เป็นบรรยากาศที่ไม่น่าเดินเสียเท่าไรเลย ถ้างั้นก็จำเป็นต้องใช้บริการวินมอเตอร์ไซด์ ค่าเดินทางจึงเริ่มเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ก่อนย้ายเข้าหอเราคุยเรื่องการใช้เงินกับแม่ไว้แล้ว ซึ่งได้ข้อสรุปว่า แม่เราจะจ่ายค่าหอพักให้และจะให้เงินห้าพันห้าร้อยบาททุกๆวันที่ 1 และ 16 ของเดือนก็คือเดือนหนึ่งเราจะได้หนึ่งหมื่นหนึ่งพันบาทซึ่งก็เยอะมากแล้วแต่ความต้องการเรามากกว่า และนี้คงเป็นเหตุผลด้วยละมั้งว่าทำไมเราถึงรู้สึกว่ามันดีและสบายมากเพราะจำนวนเงินที่ได้มาเยอะมากในหนึ่งเดือนเราสามารถเอาเงินที่คิดว่าน่าจะเหลือไปซื้อเกมมาเล่นได้ แต่เชื่อไหมว่าเราตั้งเป้าหมายว่าอย่างไรท้ายเดือนกลับไม่เป็นไปตามแผนเลย เงินที่มีอยู่ในบัญชีหายไปกับของอร่อยๆไปหมดแล้ว
ความจริงก็คือตอนเทอมแรก แม่เราให้เงินยิบย่อยอีกสามสี่ร้อยเพราะเราไปขอเพิ่ม ใช่ แอบรู้สึกผิดเหมือนกัน พอช่วงปิดเทอมเราจึงบอกแม่ว่าเทอมสองจะไม่ขอเงินยิบย่อยแล้ว และถ้าจะซื้อของใช้ก็จะเก็บเงินเอง การตั้งปณิธานไว้แบบนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตระหนักเรื่องการเงินของเราอย่างจริงๆจังๆขึ้นมาก พอเทอมสองเริ่มขึ้นผนวกกับที่มหาวิยาลัยมีวิชาทั่วไปสอนเรื่องการเงินเราจึงเห็นความสำคัญและความยากลำบากในแบบที่ไม่ได้เห็นหรือแค่ได้ยินจากปากผู้ใหญ่ที่พูดๆกันว่าหาเงินนั่นยากแค้นแสนเข็นแค่ไหน แต่เรากำลังสัมผัสและลิ้มรสมันอยู่ ณ ตอนนั้น
เราใช้แอป Makeของธนาคารกสิกรมาช่วยจัดการการเงินเพราะมันสามารถแบ่งกระเป๋าตั้งได้หลายๆส่วนเราเก็บเงินออมก่อนจะเริ่มใช้ก็ใช้วิธีออมก่อนใช้ ไม่ใช่ใช้หมดเดือนและค่อยออมจากที่เหลือ เราออมสิบเปอร์เซ็นจากรายได้ที่ได้มา แบ่งกระเป๋าเป็นส่วนอื่นๆอย่างเงินที่จะเก็บไปลงทุนเมื่ออายุครบยี่สิบหรือของที่อยากซื้อ ซึ่งประเด็นอยู่ที่ของที่อยากซื้อนี้แหละ เราอยากได้ของพวกนี้มาอำนวยให้เราและเราอยากได้ก่อนจะจบมหาวิยาลัย ใช้เวลาสี่ปีในการเก็บเงินและต้องทำให้สำเร็จ ของต่างๆเหล่านนี้ก็อย่างเช่น โน๊ตบุ๊คใหม่ตั้งเป้าไว้สองหมื่นกว่าบาท คอนโซลเล่นเกมและอื่นๆที่คิดว่าจำเป็นอย่างปืนนวดเนี่ยรู้สึกว่าจำเป็นแล้วละ ทำให้เราต้องจัดระเบียบการใช้เงินและข้อสำคัญที่เราพิจารณาตนเองและควรค่าแก่การแก้ไขคือการกินแต่ของแพงนี่แหละ ปกติอยู่บ้านแม่ทำกับข้าวอร่อยๆให้กิน พอกินอาหารตามสั่งก็ไม่ได้อร่อยขนาดนั้น จึงสั่งแต่อาหารญี่ปุ่น พิซซ่าเบอร์เกอร์กินประจำ และแล้วเราได้ตัดสินใจครั้งสำคัญ การซื้อหม้อไฟฟ้าและเริ่มฝึกทำอาหารกินเอง
ปัจจุบันเราสามารถควบควมการเงินได้ดีขึ้นมากนะตามความคิดเห็นส่วนตัวเพราะว่าเราไม่เคยเห็นมาก่อนว่าตัวเองสามารถมีเงินเก็บได้ด้วย ที่สำคัญการสร้างนิสัยใหม่ของเราทำให้ตัวเรารู้สึกดีและภูมิใจในตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตอนเริ่มของการเปลี่ยนแปลงแอบรู้สึกเหมือนกันว่าเป็นเหมือนคนอดยาก แต่เชื่อเถอะว่าในประเทศนี้ไม่มีใครคนไหนควรรู้สึกว่าตัวเองกินได้เท่านี้ก็ดีแล้ว แค่นี้ก็บุญแค่ไหนแล้ว ทุกคนมีค่าพอและควรได้รับมื้ออาหารที่อร่อยอิ่มท้องเหมือนๆกันหมด มีโอกาสได้ลองของกินอร่อยๆ ถ้าให้พูดคือเราโชคดีพอสมควรเลยที่เกิดมาแล้วไม่ต้องลำบากตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินที่เราจะเข้าใจคนที่ลำบากเหล่านั้น หวังว่าเราจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ประเทศได้พัฒนาและดีขึ้น ไหนๆก็ไหนแล้ว อยากจะเชิญชวนมาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งกันเยอะๆด้วยนะ มันคือส่วนสำคัญที่ประชาชนคนหนึ่งจะทำได้
เพราะเหตุนี้ ความคิดที่อยากจะเป็นนกน้อยที่ออกจากรังสักทีกลับแปลงเปลี่ยนไปจากเดิม อยู่คนเดียวจริงๆได้แค่ปีเดียวเอง อยากจะกลับรังจะตายอยู่แล้ว บางคำพูดที่ผู้ใหญ่พูดกันตอนเรายังเด็กมันสามารถเชื่อถือได้จริงๆนะ อย่างน้อยๆเราเข้าใจแล้วว่าทำไมคนชอบพูดว่าอยู่บ้าน วัยเด็กยังได้อยู่กับพ่อแม่อะดีแล้ว นี่ขนาดเรายังไม่ได้เริ่มทำงานหาเลี้ยงตัวเองแบบจริงๆยังมองไม่เห็นเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบเลย ยิ่งที่ที่เราอาศัยอยู่ถ้าพลาดก็ไม่มีใครมาวางเบาะนุ่มๆรองรับเราให้เลย
เคลื่อนบินกำลังลงจอดตื่นเต้นมากที่จะได้กลับบ้าน แม่เราเป็นคนมารับ แค่เห็นรถของแม่ที่กำลังเคลื่อนมาในหัวก็โล่งไปหมดไม่มีอะไรขับเคลื่อนร่างกายแต่เท้าดันเดินไปหารถแม่โดยอัตโนมัติ ดีใจจนทนไม่ไหวที่จะยิ้มออกมา เราหุบยิ้มไม่ได้ตลอดทางกลับบ้าน เราใส่หน้ากากอนามัยอยู่ แม่ไม่ได้เห็นรอยยิ้มของเรา ใจลึกๆอยากให้แม่ได้รับรู้ว่าเรามีความสุขมากแค่ไหนที่ได้เจอแม่ ได้กลับบ้าน แต่ของเก็บมาดนิ่งๆสุขุมไว้หน่อยละกัน ขอบคุณชีวิตที่ให้ได้เข้าใจอีกชีวิตหนึ่งกับเรา
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น